ผู้ที่ใช้โปรแกรม Illustrator ใหม่ อาจจะงงว่าความแตกต่างของลูกศรตัวนี้ต่างกันยังไง วันนี้จะมาศึกษากัน

ลูกศรสีดำ (Selection Tool)
จะใช้เลือกวัตถุแบบเป็นก้อนๆ ทั้งอัน หรือถ้าวัตถุถูกรวม (Group, Ctrl+G) ไว้กับวัตถุตัวอื่นๆ แล้วเราต้องการที่จะเลือกวัตถุเพียงชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็จะไม่สามารถทำได้ เพราะจะมีวัตถุตัวอื่นๆ ที่ถูก Group กันไว้ติดมาด้วยนั่นเอง ยกเว้นเราต้อง Ungroup (Ctrl+Shft+G) ซะก่อนถึงจะเลือกวัตถุชิ้นที่ต้องการได้ และในการแก้ไขรูปทรงก็จะไม่สามารถทำได้ดีเท่าไหร่นัก เพราะเราไม่สามารถที่จะใช้เครื่องมือตัวนี้เลือกจุดดัด (Anchor Point) ของรูปทรงเพื่อดัดแปลงแก้ไขรูปทรงได้

อ่านต่อ »
Graphic Tips
anchor point, direct selection, selection tool
ผมจะแนะนำ การจัดลำดับวัตถุโดยการ Copy และการวางแบบต่างๆ ปูพื้นกันก่อน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับการใช้งานส่วนอื่นๆ ที่ถูกต้องต่อไป ซึ่งจะทำงานร่วมกับคำสั่งที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

- การก็อปปี้ (Copy, Ctrl+C) ไม่ขออธิบายเพราะคิดว่าน่าจะรู้กันอยู่แล้ว
- การคัต (Cut, Ctrl+X) จะเป็นการก็อปปี้แบบที่ไม่เหลือวัตถุต้นฉบับเก็บไว้ (วัตถุต้นแบบจะหายไป) ต่างกับก็อปปี้ตรงที่ การก็อปปี้จะปล่อยวัตถุต้นแบบคงไว้เหมือนเดิม
- การวางแบบปกติ (Paste, Ctrl+V) จะเป็นการวาง ณ ตำแหน่งกึ่งกลางของหน้าจอที่ใช้งาน
- การวางด้านหน้า ณ ตำแหน่งเดิม (Paste in Front, Ctrl+F) จะเป็นการวางวัตถุใน ตำแหน่งเดียวกัน กับตัวที่ถูกก็อปปี้ แต่วัตถุ จะถูกวางทับด้านบนตัวที่ถูกก็อปปี้
- การวางด้านหลัง ณ ตำแหน่งเดิม (Paste in Back, Ctrl+B) เช่นเดียวกับ Paste in Front แต่ วัตถุ จะถูกวางซ้อนด้านล่างตัวทีุ่ถูกก็อปปี้
- Clear ลบ (ไม่ค่อยได้ใช้) สามารถกดปุ่ม Delete หรือ Backspace เพื่อลบได้เลย

ปล. ถ้าต้องการวางในลักษณะวางด้านบน (Paste in Front) หรือวางอยู่ด้านล่าง (Paste in Back) เราจำเป็นต้องเลือกวัตถุอ้างอิงไว้ก่อน โดยใช้เครื่องมือ ลูกศรสีดำ (Selection Tool, V สำหรับการเลือกวัตถุทั้งกรุ๊ป (Group)) หรือลูกศรสีขาว (Direct Selection Tool, A สำหรับเลือกวัตถุเดียวๆ โดย…ไม่ติดวัตถุอื่นเข้ามาปน) **** ดูบทความเรื่องความแตกต่างของลูกศรสีขาว และสีดำ เพิ่มเติม ***** และมักจะใช้ร่วมกับคำสั่งคัต (Cut) เสมอ ซึ่งบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งานด้วย
เมื่อต้องทำงานร่วมกับวัตถุหลายร้อยชิ้นที่ซ้อนกันอยู่ การก็อปปี้และวางทั้ง 2 แบบ (Paste in Front และ Paste in Back) จะเป็นการทำงานที่ช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าการ Bring to Front หรือ Send to Back (เดี๋ยวจะขอกล่าวในบทถัดไป)
นอกเหนือจากการก็อปปี้และวางข้างต้นแล้ว ยังมีอีก 1 วิธีในการจัดเรียงลำดับของวัตถุด้วยการ… อ่านต่อ »
Graphic Tips
arrange, Illustrator, จัดลำดับวัตถุ

Offset Path คือ การก็อปปี้วัตถุแล้วทำให้ด้านต่างๆ โดยรอบมีระยะห่างจากวัตถุต้นแบบที่เท่ากัน (เราจะพูดถึงจุดนี้กัน) ต่างจาก การกด Opt, Alt+Shift+แดรกเมาส์เพื่อยืดออก (วิธีการแบบหนึ่งในการขยายวัตถุออกจากจุดกึ่งกลาง) เป็นการทำให้วัตถุมีการขยายขนาดจากตำแหน่งจุดกึ่งกลางออกไปทั้ง 4 ด้าน ซึ่งถ้าเป็นรูปทรงอิสระ ที่ด้านต่างๆ มีขนาดไม่เท่ากัน เมื่อขยายภาพออกจากจุดศูนย์กลางจะทำให้เกิดความบิดเบือนของรูปทรง แต่เทคนิคนี้จะทำได้ดีก็ต่อเมื่อวัตถุมีรูปทรงของด้านต่างๆ เท่ากันพอดี เช่น ทรงกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัสเท่านั้น

รูป A เกิดการบิดเบือนถึงแม้จะเป็นการขยายภาพออกจากตำแหน่งศูนย์กลาง ส่วน B หลังจากใช้คำสั่ง Offset Path จะเห็นได้ว่าทุกๆ ด้านมีขนาดที่เท่ากันหมด
ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อไม่ได้ใช้คำสั่ง Offset Path ก็จะเกิดรูปทรงใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ จะเห็นว่าระยะห่างของวัตถุตัวต้นแบบ (เขียวเข้ม) กับวัตถุที่สร้างขึ้นมาใหม่ (เขียวอ่อน) มีระยะห่างที่ไม่เท่ากัน (ดังรูปประกอบด้านล่าง) ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งคำสั่ง Offset Path เพื่อให้ขอบทุกๆ ด้านมีระยะห่างที่เท่าๆ กันนั่นเองครับ

เมื่อไม่ได้ใช้ Offset Path จะเห็นได้ว่าระยะขอบของวัตถุต้นแบบกับวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่มีระยะห่างที่ไม่เท่ากัน
อ่านต่อ »
Graphic Tips

บทความนี้เกี่ยวกับวงการเว็บนะครับ เป็นเทคโนโลยี CSS3
พอดีอยากทำมุมให้ตัว Box Model ที่เขียนจาก CSS (Cascading Style Sheet) ให้มีลักษะเป็นมุมโค้งสวยๆ แทนแบบเก่าที่เป็นมุมสี่เหลี่ยมธรรมดา เลยเสริจหาโค้ดเพื่อที่จะเขียนตาม แต่ดันมาเจออะไรที่เยี่ยมกว่านั้น คือเจอเว็บ http://border-radius.com/ ของนาย Jacob Bijani ที่เป็นเว็บทูลง่ายๆ ในการสร้างโค้ด แค่พิมพ์ค่าความมน (Radius) ของมุมด้านต่างๆ ตัวโปรแกรมก็จะสร้างโค้ดให้เองเลย จะเลือกพิมพ์มุมไหนก็ได้ ซึ่งถ้าทั้ง 4 มุมค่าที่ใส่ไม่เหมือนกันก็ไม่มีปัญหา ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะตามค่าที่เรากรอกลงไปนั่นเอง
ปล. ผมทดสอบว่าใช้ได้กับ Firefox 3.6 และ Google Chrome 12.0.742.122 แต่ไม่เห็นผลเมื่อใช้กับ Internet Explorer 7 ซึ่งคาดว่าคงยังไม่รองรับ CSS3

รูปแบบการใช้งานเรียบง่ายมากๆ

กรอกค่าความมน ผลลัพธ์ก็จะแสดงออกมาเป็นหน้าตา และโค้ดให้เสร็จสรรพ

จะใส่ค่าอะไรลงไป ก็ได้ผลตามค่าที่ใส่
Graphic Tips
box, css, radius
อันนี้เป็นเทคนิคการตัดส่วนที่ไม่ต้องการหรือที่เรียกกันว่าไดคัต (Dicut) สำหรับงานจัดหน้าหนังสือ หรือทำอาร์ตเวิร์กอื่นๆ ผ่านทางโปรแกรม Adobe Illustrator
อันที่จริงการไดคัตทำได้ในหลายๆ โปรแกรม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของภาพที่จะทำด้วย เช่น ถ้าต้องการไดคัตรูปคนที่มีเส้นผมปลิวไสวๆ ตามแรงลมก็ต้องพึ่งโปรแกรมรุ่นพี่อย่าง Photoshop ในการไดคัตบริเวณผมให้เนียน แต่ถ้าต้องการไดคัตรูปทรงง่ายๆ ไม่ซับซ้อนก็ต้องพึ่งโปรแกรมรุ่นน้อง Illustrator
ข้อดีของการไดคัตด้วย Illustrator
- เนื่องจาก Illustrator เป็นการสร้างรูปทรงจากเส้นเวกเตอร์ ทำให้ขอบรูปภาพที่เราไดคัตนั้นมีความคมชัดสูง ไม่แตกเป็นขั้นบันไดให้เห็น (ข้อดีของมันล่ะ)
- สามารถแก้ไขเส้นพาท (Path) ที่รายรอบรูปทรงได้ตลอดเวลา
- ทำงานให้จบได้ที่โปรแกรมเดียว ไม่ต้องสลับไปมาระหว่างโปรแกรม
- ไม่ส่งผลให้ภาพต้นฉบับมีการเปลี่ยนแปลง
ขอแนะนำอื่นๆ
- ควรมีพื้นฐานในการสร้างเส้นพาท (Path) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของงาน ยิ่งสร้างเส้นพาทได้เนียนเท่าไหร่ ขอบภาพยิ่งมีความคมมากเท่านั้น
- หาพื้นที่วางเมาส์กว้างๆ ให้เคลื่อนไหวได้สะดวก
เริ่มกันเลย
- ดึงภาพ (Place) เข้ามาในตัวอาร์ตบอร์ด ในตัวอย่างนี้จะเป็นการไดคัตรูปหอยทากให้อยู่บนพื้นสีส้ม

- ซุมเข้าไปใกล้ๆ ของหอยทากเพื่อเริ่มการไดคัต

อ่านต่อ »
Graphic Tips
dicut, Illustrator, vector dicut, การไดคัต, ไดคัตให้ภาพคม
ส่วนที่ 1 เมื่อทำงานกับข้อความ
เป็นที่รู้กันเรื่องสีในวงการสิ่งพิมพ์ว่า ถ้าต้องการสีดำให้ผสมค่าสีในพาเลตสีให้ค่า K (ฺBlack) เป็น 100% ส่วนช่อง C, M และ Y ให้ปล่อยไว้ที่ 0% ซึ่งหลักการผสมสีแบบนี้พบได้กับโปรแกรมกราฟิกหลายๆ ตัว ซึ่งค่าสีดำค่านี้แหละเพียงพอแล้วที่จะเอาไว้เป็นสีเฉพาะในส่วนที่เป็นตัวหนังสือ จะทำให้ตัวหนังสือมีความคม ไม่บวม เพราะเกิดจากการใช้สีเพียง 1 สี กับอีก 1 เพลท
ลองคิดดูง่ายๆ ถ้ามีตัวหนังสือส่วนหนึ่งที่มีค่าสีเป็น 100% ทุกๆ ค่า ก็เท่ากับว่าในขั้นตอนการพิมพ์หนังสือที่จะมีส่วนหนึ่งของขั้นตอนที่หมึกจะติดลงมาบนตัวกระดาษนั้น ส่วนที่เป็นตัวหนังสือก็จะถูกแม่พิมพ์ (เพลท) อัดสีทั้ง 4 สีลงมาทับบริเวณเดิม ทับแล้วทับอีก จำนวน 4 ครั้ง (เป็นวิธีที่ไม่แนะนำ) ผลที่ได้ก็คือข้อความมีการเลอะของหมึกซึมมาให้เห็น เผลอๆ ถ้ากระดาษที่ใช้พิมพ์มีความหนาไม่พอ (แกรม) สีก็อาจจะทะลุไปยังอีกด้านหนึ่งได้เลย
ก็ฝากให้เป็นข้อความระวังในจุดนี้ด้วย…
ส่วนที่ 2 เมื่อทำงานกับออปเจ็กต์
เมื่อเราไม่ได้ทำงานกับข้อความ แต่ทำงานร่วมกับออปเจ็กต์ (ออปเจ็กต์ คือ รูปทรงต่างๆ ที่อยู่ในตัวงาน เช่น รูปทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมฯลฯ) ซึ่งออปเจ็กต์ต่างๆ เหล่านี้เราสามารถใส่สีลงไปได้อยู่แล้ว ซึ่งสีทุกสีที่ใช้จะยังคงแสดงผลถูกต้องทั้งทางหน้าจอ และตอนปรู๊ฟออกมา แต่จะมีปัญหากับสีดำ
เพราะในกรณีที่มีการวางออปเจ็กต์ทับลงบนสีอื่นๆ หรือทับบนภาพบิทแมปใดๆ ออปเจ็กต์ที่ใช้ค่าสีดำ K=100% เพียงค่าเดียวนั้นจะให้ความเข้มที่ไม่มากพอ ส่งผลให้เกิดลักษณะของการมองทะลุเห็นรูปที่ซ้อนอยู่ด้านล่าง ในมุมมองของผมแล้วถือว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้น

วิธีแก้ก็ง่ายๆ เพียงเติมค่าสีในส่วนของ C, M, และ Y ให้เป็นค่าเดียวกัน คือ ประมาณ 10-50% ไม่แนะนำให้มากกว่านี้เพราะกระดาษอาจทะลุได้ (ผมใช้ C=30%, M=30%, Y=30%, และ K=100% ในการทำงานจริง) ซึ่งผลที่ได้จะทำให้สีดำเป็นสีดำจริงๆ ไม่มีการทะลุให้เห็นภาพที่อยู่ด้านล่างอีกต่อไป
แถมอีกนิด
บางโปรแกรม เช่น โปรแกรม Adobe InDesign เราจะเห็นค่าสีดำ 2 ค่าที่พาเลต Swatches คือ มีทั้ง Black และ Registration ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 2 ค่าต่างกัน คือ
- Black จะเป็นการผสมสีดำที่ให้ค่า K=100% เพียงค่าเดียว เหมาะสำหรับส่วนที่เป็นข้อความ
- Registration จะเป็นการผสมสีให้ทุกๆ เพลทมีค่า เป็น 100% ทุกสี การนำไปใช้ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเอาไปใช้ที่ส่วนใด (ในการทำงานจริงไม่เคยใช้ มีแต่สร้างค่าสีดำขึ้นมาเอง จากการผสมสูตร C=30%, M=30%, Y=30%, และ K=100%)
หวังว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ พี่น้องๆ นะครับ
.
Graphic Tips
cmyk, registration, การผสมสีดำ

ก่อนอื่นผมต้องบอกตามตรงว่า บทความนี้เกิดจากการคิดเอาเองของผม และการศึกษาจากในอินเทอร์เนตและตามเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องเสมอไป
ขอทำความเข้าใจกันก่อน Dpi (Dot per inch) คือความละเอียดของงานพิมพ์ ที่ผ่านกระบวนการพิมพ์ การพ่น หรือกรรมวิธีใดๆ ที่ทำให้เกิดรูปลักษณ์ ตัวอักษร อักขระ มาบนพื้นผิวรองรับใดๆ เช่น กระดาษ แผ่นพลาสติก ไวนิล ฯลฯ ไม่ใช่ค่าเรียกความละเอียดของหน้าจออย่างที่หลายคนเข้าใจ ถ้าเป็นความละเอียดของหน้าจอจะเรียกอีกอย่างว่า Ppi (Pixel per inch)
การทำไฟล์เอาท์ดอร์ขนาดใหญ่ๆ เช่น ป้ายกลางแจ้งขนาด 3×8 เมตร 10×50 เมตร หรือแม้แต่กระทั้งโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ต่างๆ ที่มีขนาดต่างๆ นั้น แท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นที่จะต้องทำไฟล์เท่าขนาดจริงทั้งหมด บางงานที่ขนาด 1-2 เมตร อาจจะต้องทำไฟล์ตามไซส์ขนาดจริง (อันนี้จะไม่พูดถึง) ซึ่งการจะทำไฟล์ขนาดเท่าจริงนั้น ก็คงที่จะยังทำได้อยู่ ขึ้นอยู่กับเจตนาและความต้องการของผู้ใช้เอง…
เริ่มกันเลย!!
ผมต้องการทำป้ายคัตเอาท์กลางแจ้งขนาด 5 m x 3 m เพื่อเอาไปพิมพ์ใส่ไวนิล ผมก็จะใช้สูตรการคำนวณนี้ (สูตรคิดเอง 555+) มาคิดหาขนาดไฟล์ที่ต้องสร้างขึ้น
อ่านต่อ »
Graphic Tips
image size, resample image, resolution, การเข้าสเกล, แบบย่อส่วน
ความเห็นล่าสุด